STEM Education

ในศตวรรษที่ 21 โลกของการศึกษาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีความเป็นโลกาภิวัฒน์ ตั้งอยู่บนฐานความรู้ และเต็มไปด้วยเทคโนโลยี เครื่องมือแสวงหาความรู้มีความสำคัญมากกว่าเนื้อหา ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ผู้เรียนสามารถค้นหาความรู้ได้ด้วยตนเองจากแหล่งต่างๆมากมายและตลอดเวลาที่ต้องการ ทำให้ห้องเรียนเปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ ภาพของนักเรียน, นิสิตนักศึกษาจะมีคอมพิวเตอร์พกพา (Notebook) แท็บเล็ต (Tablet) ไอแพด (iPad) หรือ สมาร์ทโฟน (Smart Phone) เป็นอุปกรณ์การเรียนจึงเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นหน้าที่ของครูอาจารย์ในการสอนจึงเปลี่ยนแปลงไปจากการยืนหน้าชั้นมาเป็นการกระตุ้นและอำนวยความสะดวกในการเรียนทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้มากที่สุดด้วยกระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปจึงทำให้เกิดแนวความคิดต่อการจัดการศึกษานั้นเปลี่ยนแปลงไปด้วย

       STEM Education คือการสอนแบบบูรณาการข้ามกลุ่มสาระวิชา (Interdisciplinary Integration) ระหว่างศาสตร์สาขาต่างๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science:S) เทคโนโลยี (Technology:T) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineer:E) และ คณิตศาสตร์ (Mathematics:M)

จุดเริ่มต้นของ STEM Education อาจกล่าวได้ว่ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่าขีดความสามารถของประเทศไม่ได้เป็นอันดับหนึ่งในหลาย ๆ ด้านดังที่เคยเป็นมา ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกมีความก้าวหน้าไปมาก โดยพบว่า ผลการทดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) และทดสอบด้านคณิตวิทยาศาสตร์ระดับสากล (TIMSS) ของสหรัฐอเมริกานั้นต่ำกว่าหลายประเทศ คะแนนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความถดถอยของการจัดการศึกษา นอกจากนั้น นักเรียน นักศึกษาที่สนใจเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ลดจำนวนลง ประชากรวัยทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมเองก็มีจำนวนน้อยลงเช่นกัน และผลการศึกษาระบุว่าประชากรระดับคุณภาพที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเองด้านวิทยาศาสตร์และกำลังทำงานนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นคนต่างชาติมากว่าชาวอเมริกันเอง ดังนั้น นโยบายการศึกษาแบบ STEM Education จึงเป็นแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โดยคาดหวังว่าจะช่วยยกระดับผลการสอบต่างๆ ให้สูงขึ้น

นอกจากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ในประเทศอื่น ๆ ต่างก็ตื่นตัวและให้ความสนใจ STEM Education เช่นกัน เช่นในประเทศจีน อินเดีย เป็นต้น โดยในปี 2558 ประเทศจีนจะผลิตบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ STEM Degree ประมาณ 3.5 ล้านคน ซึ่งไม่รวมในระดับปริญญาโท หรือปริญญาเอก โดยจำนวนบัณฑิตที่จีนจะผลิตนั้นมีจำนวนเกินครึ่งของที่ทุกประเทศรวมกันผลิต ส่วนในประเทศไทย ขณะนี้ส่วนที่เกี่ยวข้องที่รับไปดำเนินการก็คือ สถาบันการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ก็ได้ให้ความสำคัญและศึกษาแนวทางเพื่อจะได้ใช้ STEM Education ในการเรียนการสอนต่อไป

การสร้างนวัตกรรมเพื่อให้สอดรับเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ยังต้องนำมาใช้ ในส่วนของครูผู้สอนและผู้ที่สร้างหลักสูตรการสอนเองก็ย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในทิศทางเดียวกันด้วย การตั้งโจทย์เพื่อให้นักเรียนคิดและฝึกฝน จะเป็นสิ่งที่บูรณาการระหว่างวิชาเข้าด้วยกัน เช่น การออกแบบเก้าอี้พับ มีทั้งวิชาคณิตศาสตร์และวิชาฟิสิกส์เข้ามาผสมกันในโจทย์เดียว โจทย์เรื่องการผลิตในโรงงานปลาทูน่ากระป๋องที่มีทั้งเรื่องของวิชา คณิตศาสตร์ การคำนวณเรื่องขนาดความจุ วิชาฟิสิกส์ การคำนวณเรื่องไฟฟ้าที่ใช้ วิชาเคมี การวิเคราะห์เรื่องปฏิกิริยาระหว่างอาหารและภาชนะ และวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุ์ของปลาที่นำมาใช้ จะเห็นได้ว่าความรู้ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ครูเพียงคนเดียวเข้ามาเรียนรู้และนำไปถ่ายทอดให้กับนัก เรียน การปรับเปลี่ยนนี้ต้องใช้ผู้ที่อยู่ในภาคปฏิบัติทั้งผู้ปฏิบัติงานในหน้าที่ นั้น เช่น นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ผู้จัดการโรงงาน มาเพื่อบอกเล่า ร่วมกำหนดโจทย์และวิธีการสอนให้กับครูด้วย องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจริงในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่มีความทันสมัยและ จับต้องได้ จึงจะสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนได้เห็นประโยชน์ในการใช้งานได้จริง นอกจากนี้ นักเรียนที่ต้องการเติบโตไปประกอบอาชีพต่างๆ จะได้เข้าใจถึงหน้าที่การงานของแต่ละอาชีพมากยิ่งขึ้นด้วย โดยในประเทศอังกฤษได้มีการยกย่องผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้ และเรียกว่า “STEM ambassador” เพื่อเป็นการให้เกียรติกับองค์ความรู้ที่สั่งสมผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิตของ แต่ละท่าน ตัวอย่างเช่นการเรียนการสอนในประเทศญี่ปุ่นที่ประสบภัยพิบัติมาตลอด จึงนำมาเป็นโจทย์ในการเรียนการสอนที่ใช้ในภาคการศึกษา เช่น การคำนวณพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม การไหลของน้ำ การเคลื่อนที่ของคลื่นซึนามิ แม้จะเป็นความเข้าใจในพื้นฐานไม่ลึกซึ้งขนาดเรียนเรื่องแบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ (computer modeling) ที่หน่วยงานดูแลและบริหารใช้งานอยู่จริง แต่ก็ทำให้นักเรียนเห็นภาพ ตั้งใจเรียนและพยายามมากยิ่งขึ้น

การเรียนการสอน STEM Education เป็นการบูรณาการที่สามารถจัดสอนได้ในทุกระดับชั้นตั้งแต่ชั้นอนุบาล–มัธยมศึกษาตอนปลาย โดยพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดเป็นนโยบายทางการศึกษาให้แต่ละรัฐนำ STEM Education มาใช้ผลจากการศึกษาพบว่าครูผู้สอนใช้วิธีการสอนแบบ Project-based Learning, Problem-based Learning, Design-based Learning ทำให้นักเรียนสามารถสร้างสรรค์พัฒนาชิ้นงานได้ดีและถ้าครูผู้สอนสามารถใช้ STEM Education ในการสอนได้เร็วเท่าใดก็จะยิ่งเพิ่มความสามารถและศักยภาพผู้เรียนได้มากขึ้นเท่านั้นซึ่งในขณะนี้ในบางรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกามีการนำSTEM Education ไปสอนตั้งแต่ระดับวัยก่อนเรียน (Preschool) ด้วย

กล่าวโดยสรุปแล้ว STEM Education เป็นการบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอีกด้วยซึ่งจะทำให้การสอนนั้นมีความหมายต่อผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของการเรียนนั้นๆและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการทำงานการเพิ่มมูลค่าและสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศด้านเศรษฐกิจได้

แหล่งที่มา :       1. http://www.uasean.com/dogtech/353

                   2. http://www.ostc.thaiembdc.org/test2012/stnews_Dec11_1

                   3. http://www.slideshare.net/focusphysics/stem-workshop-summary

 

 

 

 

 

 

 

 

ICT เพื่อโลกในอนาคต

สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ใช่สิ่งที่เรายืนอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นสิ่งที่เราจะก้าวเดินต่อไปในอนาคต” เป็นคำกล่าวของ โอลิเวอร์  เบนเดล ซึ่งก็คงปฏิเสธคำกล่าวนี้ไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป จากยุคเมนเฟรมคอมพิวเตอร์เป็นมินิคอมพิวเตอร์ ต่อมาเป็นยุคไคลเอ็นต์เซิร์ฟเวอร์ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ คือ อินเทอร์เน็ต หรือยุคของ ICT

ICT ย่อมาจาก Information and Communication Technology แปลว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูลและการสื่อสาร นับตั้งแต่การสร้าง การนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผล การรับและส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนำไปใช้งานใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้มักจะหมายถึง คอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยส่วนอุปกรณ์ (hardware) ส่วนคำสั่ง (software) และส่วนข้อมูล (data) และระบบการสื่อสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ระบบสื่อสารข้อมูล ดาวเทียมหรือเครื่องมือสื่อสารใด ๆ ทั้งมีสายและไร้สาย เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันทุกวันนี้อย่าง ยิ่ง จะเห็นได้ว่า ICT ไม่ใช่แค่การซื้อมือถือ การซื้อคอมพิวเตอร์ หรือการนำเข้าเทคโนโลยีเข้ามา แต่เป็นการนำเทคโนโลยีที่ซื้อเข้ามาสร้างความรู้ แล้วส่งผ่านความรู้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างคนให้ก้าวทันโลก การที่เราจะต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เพราะว่าในยุคต่อไปนี้ ถ้าไม่มีการสร้างความรู้ แน่นอนว่า สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ (Knowledge base economy) ก็จะไม่เกิด การค้นพบสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้เนื่องจากความรู้ที่ไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเดิมเวลาไอสไตน์สร้างสูตรต่างๆ ต้องอาศัยเวลา แต่สมัยนี้ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุม และเอาความรู้ต่างๆ จากหลายๆ แหล่งมารวมกัน แล้วประมวลผลอย่างรวดเร็ว

วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไปมีความต้องการให้เข้าถึงข้อมูลอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น การไปหาหนังสือห้องสมุดจะถูกมองข้าม เนื่องจากสามารถสั่งซื้อหนังสือแบบออนไลน์ได้ และบางทีเนื้อหาของหนังสือได้จัดเก็บอยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ซึ่งไม่สามารถสำเนาได้ จะต้องมีการจับภาพจากหน้าจอหรือถ่ายรูป แล้วถึงจะพิมพ์ออกมา เมื่อก่อนเป็นกระดาษ ปัจจุบันเป็นดิจิตอล การทำงานกับกระดาษจะช้า บางหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมที่ดิน เดินทางไปที่ไหนก็ต้องไปด้วยกระดาษ บางทีก็ต้องแนบกระดาษสีแดง สีม่วง แนบไปด้วยเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่ถ้าเป็นดิจิตอลจะแนบไม่ได้ ใครแนบมาก็เห็นเป็นตัวเงินขึ้นมา ทำให้เกิดความโปร่งใสและความรวดเร็ว ซึ่งไม่ต้องทำเองก็ได้ ไม่ต้องแนบเอกสารอื่นๆ เข้าไป ยุคนี้คนจะพูดถึงความต่อเนื่องการเชื่อมต่อ ซึ่งไม่ใช่แค่เชื่อมกันได้ ต้องเชื่อมแบบ universal space เชื่อมแบบ cooperation คือทำงานร่วมกันได้ เพื่อการพาณิชย์ ซื้อขายได้ เชื่อมเพื่อความรวดเร็ว ในเรื่องของ ICT จริงๆ แล้วเกี่ยวพันกับหลายสิ่งหลายอย่าง ICT เกี่ยวพันกับโลกาภิวัฒน์ ทำให้เกิดสื่ออย่างมากมายและรวดเร็ว

อะไรจะเกิดขึ้นในปี 2013 ในอีก 10 ปี หรือ 50 ปี หรือ 100 ปี เราจะได้เห็นการคาดการณ์ในอนาคตข้างหน้าจากนักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ ว่าในอนาคตข้างหน้าสังคมเราจะเป็นอย่างไร อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ในด้านต่าง ๆ เช่น Computing and robotics, Politics and business, Science and nature ฯลฯ

BBC FUTURE_non-editable-flat

การอธิบายลำดับเหตุการณ์ที่คาดหวังว่าอาจจะเกิดในอนาคตนั้น ได้อธิบายผ่านอินโฟกราฟฟิก (infographic) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต